SPF เท่าไรถึงจะพอนะ?

เข้าใจSPF
และค่า PA

Relationship-between-sun-protection-factor-SPF-and-ultraviolet-UV-effect-UV.png

หลาย ๆ ท่าน เวลาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดด ก็คงจะเคยหยิบมาดูหลายๆ ยี่ห้อ แล้วเปรียบเทียบค่า SPF ที่ปรากฏบนฉลาก และบ่อยครั้งเราก็มักจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุค่า SPF สูงๆ   แล้ว SPF คืออะไร ??

 

SPF นั้นย่อมาจาก Sunburn Protection Factor เป็นค่าที่บอกความสามารถของครีมกันแดดในการป้องกันการไหม้แดงของผิว ซึ่งเกิดจาก รังสียูวีบี (UVB)   โดยตัวเลขที่ตามหลังค่า SPF  ยิ่งมีค่ามากยิ่งสามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้นานขึ้น สมมติตัวอย่างหากโดยปกติเรายืนอยู่กลางแดด 10 นาที แล้วผิวจะมีอาการไหม้แดง ถ้าหากทาครีมกันแดด SPF 15 โดยทฤษฎีแล้วจะสามารถช่วยให้อยู่กลางแดดได้นานขึ้นเป็น 10x15=150 นาที ก่อนจะมีอาการไหม้แดง   อย่างไรก็ตามการยืนกลางแดดแล้วผิวจะไหม้แดงภายใน 10-20 นาทีหรือไม่นั้น ย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นกับสีผิว (บุคคลที่ผิวสีเข้มจะทนทานแสงแดดได้มากกว่า)  และหากจะเทียบค่า SPF กับปริมาณการดูดซับรังสี UVB พบว่า

ค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%

ค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%

ค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%

ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%

ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%

ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%

ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%

ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%

 

จะเห็นว่า ค่า SPF ที่สูงเกิน 30 ขึ้นไป  จะมีความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี  UVB ได้แทบไม่แตกต่างกัน  ยิ่งค่า SPF สูงจะพบว่าผลิตภัณฑ์มีความมันและเหนอะหนะ และการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าสูงกว่า 50 อาจไม่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี SPF สูงเกินจำเป็นก็ไม่เสียหายอะไร อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูงก็มักจะมีความเหนียวมาก สร้างความรู้สึกไม่สบายผิว อาจเพิ่มโอกาสอุดตันและเกิดรอยขาวบนผิวจากทั้งตัวผลิตภัณฑ์เองและการเกลี่ยที่ทำได้ยาก

 

นอกจากค่า SPF แล้ว บนฉลากครีมกันแดดยังมีการระบุระดับ PA

(Protection grade of UVA)  ซึ่งเป็นค่าการป้องกันรังสี UVA  ริเริ่มโดยสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2006 โดยมีประสิทธิภาพดังต่อไปนี้

PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA เริ่มต้น

PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA กลาง

PA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง

PA++++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

.

Researcher

Laboratory Test

prionie ผ่านการตรวจสอบค่า SPF ในห้องปฏิบัติการมาตรฐาน
Forest Trees

รู้จักรังสีจากดวงอาทิตย์

รังสีจากดวงอาทิตย์ จะเดินทางจากอวกาศผ่านชั้นบรรยากาศมาถึงผิวโลกจะถูกกระจายและดูดกลืนโดยโมเลกุลของก๊าซต่างๆ อนุภาคฝุ่น และเมฆที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ การแบ่งรังสีดวงอาทิตย์ตามคุณสมบัติและช่วงคลื่นได้แก่

รังสีแสงสว่าง (Visible Radiation)

แสงสว่างเป็นรังสีที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ช่วงสเปคตรัมของแสง จะอยู่ในช่วง 400-800  ซึ่งทำให้เรามองเห็นวัตถุต่างๆ มีสีสัน  

 

รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultra-violet, UV)

เป็นรังสีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แบ่งออกเป็น 3 ช่วง   คือ

UV-A: ความยาวคลื่น 315-400 นาโนเมตร  สามารถทะลุชั้นบรรยากาศและก้อนเมฆลงมาได้ สามารถผ่านทะลุกระจกได้ แม้เราอยู่ในอาคาร และเข้าสู่ผิวหนังชั้น  dermis   คนเราจึงได้รับรังสีชนิดนี้มากกว่าชนิดอื่น ๆ ทำให้เกิดผิวคล้ำแดด เพราะแสงจะกระตุ้นการสร้างเมลานิน แต่ไม่ทำให้เกิดการอักเสบ  การได้รับรังสี UV-A เป็นระยะเวลานานทำให้เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ และความชราของผิวหนัง (Aging)  สามารถไปกดภูมิต้านทานของผิวหนัง อันส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถปกป้องผิวจากการเกิดและแพร่กระจายของมะเร็งผิวหนังได้

 

UV-B: ความยาวคลื่น 280-315 นาโนเมตร   มีประมาณ 5% ในแสงอาทิตย์ สามารถถูกกรองโดยชั้นบรรยากาศและก้อนเมฆได้เล็กน้อย รังสีนี้ไม่สามารถทะลุกระจก หรือทะลุเข้ามาในอาคารได้  อย่างไรก็ตามเมื่อเรายืนอยู่ในที่โล่งแจ้ง รังสี UVB จะเป็นสาเหตุให้เกิดผิวไหม้แดด เกรียมแดด  (Burning)

 

UV-C: ความยาวคลื่น  100-280 นาโนเมตร    โดยปกติแล้ว รังสี UVC ถูกดูดกลืนโดยชั้นบรรยากาศทั้งหมดไม่พบที่ผิวพื้นโลก เว้นแต่บางพื้นที่ของโลกที่ชั้นบรรยากาศเป็นช่องโหว่ อาจมีรังสี UVC ผ่านลงมาได้ ซึ่ง UVC เป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งผิวหนัง

 

รังสีอัลตราไวโอเลตทั้งสามชนิดคือ UVA, UVB และ UVC สามารถทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสื่อมสภาพได้ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย  ผิวหนังมีระบบตอบสนองต่อรังสี UV เพื่อป้องกันการไหม้แดดและป้องกันการทำลาย DNA  ดยการสร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันการทะลุทะลวงของรังสี UV  จึงทำให้ผิวคล้ำดำมากขึ้น